Sunday, July 5, 2009

ในโรงเรียนถาปัตย์ตอนที่ห้า : ห้าปีถาปัดเค้าเรียนอะไรกันบ้าง?

เออ เพื่อนบอกว่าเราเขียนอ่านยาก เหมือนเขียนบทความวิชาการ!!
จะพยายามปรับภาษาลงให้ชิวๆ (ทำได้มั้ยเนาะ) (อะไรกันแส๊ด)

จริงๆแล้วเดี๋ยวนี้หลักสูตรโรงเรียนสถาปัตย์มีหลายแบบนะครับ

มีแบบ ห้าปีได้ปริญญาตรี (b.arch) ส่วนใหญ่จะเน้นการผลิตสถาปนิกอาชีพ เป็น Professinal Degree เพื่อการทำงาน

6ปีได้ ปริญญาโท (4+2) คือเรียนสี่ปีเป็นหลักสูตร์วิทยาศาสตร์บัณฑิต แล้ว อีกสองปี เป็น สถาปัตยศาสตรมหาบัณฑิต(b.sc + m.arch) ส่วนนี้จะเน้นการผลิตสถาปนิกที่สร้างองค์ความรู้ การทำวิจัย หรือหาแนวคิดใหม่ๆไปด้วย

จริงๆแล้วหลักสูตรแต่ละมหาลัยจะไม่เหมือนกันซะทีเดียวนะครับ
แต่ว่าในปัจจุบัน การจะเป็นสถาปนิกได้นั้น การเรียนสถาปัตย์จะถูกรับรองโดย สภาสถาปนิก (ก่อนจะเรียนดูให้ดีนะครับว่ามหาลัยที่สมัครเข้าไปเรียนนั้น ได้การรับรองจากสภามั้ย ถ้าไม่ได้คุณอาจได้ความรู้จริงแต่ว่าไม่สามารถเป็นสถาปนิกได้นะครับ)

เพราะฉะนั้นวิชาหลักๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีความเหมือนกันอยู่ประมาณหนึ่ง ขออนุญาติมาเล่าให้ฟังละกัน จากที่ไปเห็นมาหลายๆที่ครับ

ปีหนึ่ง จะเป็นปีที่ปรับตัว นักศึกษาจะได้เรียนรู้ความรู้ขั้นพื้นฐานต่างๆ วิชา fundamental design, fundamental art, painting, sketch, sculpture จะได้หัดจะได้เรียนในปีนี้ อาจมีการเข้าไปใน workshop เพื่อทำการเชื่อมเหล็ก ตัดไม้ สร้างแบบจำลองขนาดเท่าของจริงมาดูกัน แต่ในขณะเดียวกันวิชาตัวนอกคณะก็มีมากมายที่ต้องเรียน eng, math อะไรก็ว่ากันไป

ในเทอมที่สอง อาจจะเริ่มได้ออกแบบบ้านเล็กๆ เพื่อเรียนรู้การจัดเรียงฟังชั่นแบบง่ายๆ, ในบางมหาลัยอาจเริ่มเรียน ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมปีนี้, อ้อ เขียนแบบเบื้องต้นเป็นการหัดเขียนแบบทั่วไป และ การเขียนบ้านหลังเล็กๆ ก็ต้องเรียนในปีนี้เช่นเดียวกัน

ปีนี้จะยังงๆ กับชีวิต ดูจะเป็นนักเรียนถาปัดก็ไม่ใช่เพราะยังไม่ได้ออกแบบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จะไปเถียงอาจารย์ก็ไม่รู้จะไปเถียงยังไง ดูจะแบบเค้าให้ทำไรทำหมด ;])

พอขึ้นปีที่สอง วิชาออกแบบจะเริ่มใหญ่ขึ้นอีกนิด เริ่มเป็น functions สองแบบมาอยู่ด้วยกัน บ้านกับคลีนิคเล็กๆ, ตึกแถว ห้องแถว, ร้านเล็กๆ ก็จะได้ลองออกแบบกัน วิชาโครงสร้างก็ต้องเรียนกันแล้ว โครงสร้างเหล็ก, โครงสร้างไม้,เขียนแบบอาคารใหญ่ขึ้น, ประวัติศาสตร์สถาปัตย์หลังจากพูดถึงโซนเมโสโปเตเมีย อาจเข้ามาสู่โซนเอเชียมากขึ้น อาจมีวิชาที่เป็นเทคนิควิธีให้ลง การตัดโมเดล, presentation อื่นๆอีกมากมาย

ปีนี้อาจเริ่มมีความเป็นนักเรียนถาปัดมากขึ้น เริ่มรู้ตัวว่าต้องทำอะไร ต้องเรียนยังไง อาจารย์สั่งเก้าโมงส่งสี่โมงจะทำยังไงให้ทันเวลา ชีวิตเริ่มดี เริ่มรู้จักเพื่อนๆมากขึ้น

ปีที่สาม เริ่มเข้าสู่การผสานเอาแนวคิดกับตัวสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกัน วิชาออกแบบจะเป็นพิพิธภัณฑ์ต่างๆ,อาคารเรียน, รีสอร์ทอาคารที่มีลักษณะเป็นพื้นถิ่นไทยประยุกต์ต่างๆ เริ่มมีการเรียนวิชาผังบริเวณ, ออกแบบชุมชน, ผังเมืองวิชาบริหารงานก่อสร้าง, เขียนแบบอาคารขนาดใหญ่ขึ้นเช่น หอพัก, ประมาณราคา วิชานอกคณะมีบ้าง แต่ไม่เยอะมากแล้ว

คุณจะเริ่มว่าง มีเวลาเป็นของตัวเองในการเข้าห้องสมุดค้นหาว่าคุณคือใคร เริ่มรู้แล้วว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ถ้าคนไม่ชอบถาปัดส่วนใหญ่จะรู้ตัวประมาณตอนนี้

ปีที่สี่ ปีสุดท้ายก่อนจะทำวิทยานิพนธ์ ส่วนใหญ่จะเป็นการเรียนอาคารสูง เริ่มคุยกันแบบผู้ใหญ่เพราะว่าถ้าเป็นคณะอื่นเค้าจะจบกันแล้ว วิชาเทคโนโลยีอาคาร, สถาปัตยกรรมภายใน, ภูมิสถาปัตยกรรม, สถาปัตยกรรมไทย, การปฎิบัติวิชาชีพ ตัวนอกแทบไม่เหลือแล้ว! คุณมีเวลาว่าง ปิดเทอมต้องออกไปฝึกงานกับบริษัทสถาปนิก ได้เรียนรู้การทำงานจริงๆ

ปีห้า ปีสุดท้าย จะอยู่หรือจะไป ! ปีของวิทยานิพนธ์ เป็นปีที่มีโอกาส drop ติด I สูงที่สุด เพราะว่าในเทอมสุดท้ายจะไม่มีวิชาเรียนอีกแล้ว คุณต้องพัฒนาความคิดด้วยตัวคุณเอง ทำมันออกมาเป็นวิทยานิพนธ์ซึ่งมีไม่กี่สาขาวิชาที่ได้ทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาตรี ตอนจบสุดท้ายคุณต้องยืดหยัดชนกับอาจารย์ ต่อสู้ด้วยความคิด เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณพร้อมจะเป็นสถาปนิก เพื่อออกไปทำงานแก่โลกและประเทศชาติต่อไป !

จบแล้วจ้า

Saturday, July 4, 2009

ในโรงเรียนสถาปัตย์ตอนที่สี่ ถึงคนที่สับสนว่าอยากเรียนมั้ย วิศวะ สถาปัตย์ สถาปัตยกรรมภายใน ภูมิสถาปัตย์ ออกแบบอุตสาหกรรม มันต่างกันยังไง?

หลายคนสับสน งงๆ ระหว่างสถาปัตย์ วิศวะ ออกแบบภายใน ออกแบบอุตสาหกรรม และอื่นๆ
ขออธิบายนิดหนึ่งนะครับ

สถาปนิก (architect) คือคนที่ออกแบบอาคาร บ้านที่เราอยู่ ตึกที่เราเรียน ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สนามบิน ออกแบบที่ว่า คือเข้าไปดูว่า อาคารที่เกิดขึ้นนั้นมันจะมีพื้นที่ใช้งานยังไง ขนาดไหน แต่ละพื้นที่ของการใช้งานมันต่อกันยังไง รูปแบบของตึกนั้น หน้าตามันจะเป็นยังไง ที่ว่างข้างในมันจะเป็นยังไง มันจะสูงๆ โปร่งๆ หรือแคบๆ เล็กๆ เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้คนที่เข้าไปใช้งานในอาคาร

หน้าที่หลักๆของสถาปนิกคือการสร้างคุณภาพของที่ว่างที่เกิดขึ้นในสถาปัตยกรรม เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์บวกศิลปะ

ในขณะที่ วิศวกร (engineer) จะทำหน้าที่ เอาแบบจากสถาปนิก (หรือคิดด้วยกันขณะออกแบบ) มาทำการคิดเรื่อง โครงสร้าง ว่าแบบที่สถาปนิกออกแบบไป มันต้องมีโครงสร้างยังไง เหล็กกี่เส้น
ความแข็งแรงของเหล็กมีมั้ย ไม่ได้มีสาขาเดียวนะครับ ในอาคารต้องการวิศวกรหลายสาขา น้ำ ไฟ โครงสร้าง และอื่นๆ

เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ วิศวกรได้ออกแบบเหมือนกัน แต่เป็นการออกแบบเชิงโครงสร้าง

ในขณะที่สถาปัตยกรรมภายใน (มัณฑนศิลป์,ตกแต่งภายใน แล้วแต่จะเรียก)
จะเอาพื้นที่ซึ่งสถาปนิกออกแบบ มาคิดต่อให้เกิดคุณภาพที่ดีของการใช้งานเข้าไปอีก
เช่นถ้าสถาปนิกเขียนว่าตรงนี้เป็นโถงสูงสิบสามเมตร
มัณฑนากร (interior architect) จะทำการออกแบบต่อว่ามันควรมีอะไรมาตั้งให้พื้นที่มันไม่ดูหงอยๆ วัสดุที่พื้นมันน่าจะเป็นยังไง มันน่าจะมีเก้าอี้มั้ย อยู่ตรงไหนกี่ตัว รูปแบบไหนดี แสงเป็นแบบไหน คือจะคิดรายละเอียดเพิ่มจากสถาปนิกไปอีกมากในแง่การใช้งานและความรื่นรมย์ของที่ว่าง
เป็นเรื่องความงาม การใช้งานและการออกแบบรายละเอียดเป็นส่วนใหญ่

ส่วนออกแบบอุตสาหกรรม คือคนที่ออกแบบเก้าอี้ โต๊ะ โคมไฟ เป็นจุดย่อยๆ ลงไปอีกทีในอาคาร
แล้วก็ทำขายในตลาดแล้วมัณฑนากรก็จะมาเป็นคนเลือกเอาไปใส่ในพื้นที่ต่างๆอีกที
อันนี้มองเป็นชิ้นๆเลยทีเดียว คนที่ทำแบบนี้เค้าเรียกว่า นักออกแบบ (designer)

อ้อลืมอีกอัน ภูมิสถาปนิก (landscape architect) จะดูพื้นที่ภายนอกอาคาร ว่าพื้นที่ภายนอกอาคารนั้นมันควรจะมี รูปแบบยังไง
ไม่ใช่การจัดสวนนะครับ คล้ายๆ สถาปัตยคือออกแบบภาพรวมของพื้นที่นอกอาคารทั้งหมดว่ามันเป็นยังไง

ถ้าเราลองมาไล่ดูจากใหญ่ไปหาเล็กเราจะเห็นว่า งานผังต่างๆ ที่ยังไม่ใช่อาคารจะเกิดจากนักวางผังหรือภูมิสถาปนิก ส่วนสถาปนิกจะทำงานเป็นภาพกว้างๆ ในการออกแบบอาคาร ในขณะที่วิศวกรทำงานเจาะเรื่องโครงสร้าง ระบบต่างๆในอาคาร มัณฑนากร ทำงานในพื้นที่ซึ่งเกิดมาจากการออกแบบของสถาปนิก เป็นการทำงานในระดับที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคนเป็นอย่างมากเป็นเรื่องการออกแบบรายละเอียด
ส่วนออกแบบอุตสาหกรรมเป็นการออกแบบย่อยไปแต่ละชิ้น สนใจเรื่องพฤติกรรมของคนมากๆ

ก่อนเรียนเลือกให้ดีนะครับ
งานพวกนี้ดูแล้วเหมือนจะคล้ายๆกัน แต่จริงๆแตกต่างกันอย่างมาก
ธรรมชาติของการเรียนความคิดไม่เหมือนกันนะครับ

ถ้าคุณเป็นคนไม่ชอบรายละเอียด แล้วคุณไปเรียน interior คุณตาย
ในขณะที่ถ้าคุณชอบมองภาพใหญ่ๆ พื้นที่ภายนอก คุณไปเรียน industrial คุณก็จะเศร้า
ถ้าคุณคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุด cool แต่ออกแบบไม่ได้เรื่อง คุณไปเรียนถาปัตย์คุณก็จะรู้สึกว่า ฉันมาทำอะไรที่นี่ (วะ)!

ศึกษาให้ดีก่อนไปเรียนครับ

ในโรงเรียนสถาปัตย์ตอนที่สาม อะไรคือพอร์ตโฟลิโอของนักเรียนสถาปัตย์?

ตอนไปสมัครสอบเข้า เค้าจะให้ส่งพอร์ตโฟลิโอ้ไปด้วย
หลายคนก็จะงงว่ามันคืออะไร พอแปลเป็นภาษาไทย
แฟ้มรวบรวม-สะสมผลงาน ยิ่งงงกันไปใหญ่

มันคืออะไรกัน?

จริงๆแล้ว portfilo ไม่ได้ใช้เฉพาะตอนสอบเข้าเท่านั้น สมัครงานคุณก็ต้องใช้
นักเรียนสถาปัตย์ส่วนใหญ่จะมีพอร์ตโฟลิโอ้กันทั้งนั้น (ถ้ามันไม่ขี้เกียจหรือหมดอนาคตไปแล้ว)
ถ้าคุณลองไปถามพี่ๆที่รู้จักหรือที่เค้ามาติวคุณว่าพี่เค้ามีพอร์ตโฟลิโอ้มั้ย ขอดูหน่อยได้มั้ย แล้วเค้าไม่มี
หรือเค้าไม่ได้รวบรวม ทั้งๆที่เค้าอยู่ปีสามปีสี่เข้าไปแล้ว คุณเลิกติวกับเค้าเถอะครับ เค้าชิวเกินกว่าจะเป็นนักเรียนสถาปัตย์แล้ว

ย้อนกลับมา แล้วพอร์ตโฟลิโอนี่มันคืออะไรกัน
มันคือ สื่ออย่างหนึ่งที่ทำให้คนอ่านรู้ว่า คุณเป็นใคร
ในแง่นี้ถ้าเป็นพอร์ตสำหรับจะสมัครเป็นนักเรียนสถาปัตย์
ก็ต้องแสดงให้เห็นว่า คุณมีความสามารถ (แววในตอนที่แล้ว) ยังไงบ้าง เพื่อให้เค้ารับคุณเข้ามาเรียน

ผมเห็นพอร์ตของนักเรียนมัธยมปลายมากมายที่ใส่อะไรมาไม่รู้เยอะแยะในการส่งพอร์ตโฟลิโอ้ รูปไปต่างประเทศ เที่ยวกับครอบครัว (จะเอาคนเคยไปต่างประเทศมาเรียนสถาปัตย์ทำไม) รูปกิจกรรม กีฬาสี ออกแบบ แสตน (โอเคคุณเอนจอยชีวิตม.ปลาย แล้วยังไงต่อ) ใบประกาศมากมาย หนูน้อยพละ มารยาทงาม (มันเกี่ยวอะไรกับการออกแบบ?)

ยังไม่รวมไปถึงการตกแต่งประดับพอร์ตแบบหนูน้อยตั้งใจ ติดรูปดอกไม้ ใส่ปกไม้มีที่ล๊อคกุญแจอย่างดี (ระวังกรรมการไม่เปิดอ่าน ฮ่า!) ที่คุณทำไปมันไม่เกี่ยวกับการแสดงให้เห็น "แวว" ของคุณเลย!

อย่าลีลาเลย ปกดำๆ เรียบๆ ปกขาวๆเรียบๆ หรือกราฟฟิคที่มันดูเป็นคนอยากเรียนเกี่ยวกับศิลปะหรือการออกแบบหน่อย !

ปกคุณควรโชว์ว่า "คุณคือใครในแง่การออกแบบ" ถ้าเป็นประเด็นอื่นๆไร้สาระ เช่นคุณไปยืนริมน้ำตก ถ่ายข้าง fino คันงามไม่ต้องใส่มาหรอกครับ ปกแบบนี้เค้าไม่ดูหรอก ไร้สาระเสียเวลา เสียเงินทอง
เอาแบบเนื้อๆ ขอดูงานคุณดีกว่า ...
หลายๆมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่แล้วจะมีการจำกัดหน้าไว้ชัดเจนว่า คุณส่งพอร์ตไปได้ไม่เกินกี่หน้า
คุณต้องคิดแล้วละ ว่าคุณต้องการแสดงแววด้านไหนให้เค้าเห็นบ้าง

จำได้มั้ยในตอนที่แล้ว

คุณมีความคิดที่น่าสนใจแค่ไหน คุณมีรางวัลอะไรเกี่ยวกับศิลปะหรือการออกแบบมั้ย คุณเคยส่งประกวดเขียนรูป หรือแต่งเพลง หรืออะไรที่มันเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์บ้างมั้ย
เขียนมาในประวัติส่วนตัวให้ชัดเจน
ออกแบบ คุณมีงานออกแบบอะไรบ้าง sketch ที่คุณได้ลองทำมาเป็นยังไงเอามาดูกันหน่อย
(หาคุณยังไม่มีอะไรสักชิ้นเลย แล้วบอกว่าอยากเรียนถาปัตย์เหรอ อะไรนะ คุณอยู่ม.หกแล้วเหรอ เฮ้ยคุณพยายามกว่านี้หน่อยได้ป่าว?)

ทักษะคุณเป็นยังไงบ้าง คุณเคยไปเขียนรูปที่ไหนมาแล้วบ้าง รูปที่คุณเขียนมันมีกี่แบบ สีน้ำ ดินสอ ปากกา เอามาโชว์กันหน่อย และอย่าลืมเอาที่แสดงว่าคุณอยากเรียน "สถาปัตย์" มานะ เขียนรูปน้องหมา ไม่เอา เขียนรูปต้นไม้ คนเหมือนอะไรก็ไม่เอา เอาอาคาร มุมมองแบบสถาปนิกหน่อยสิ !

เนื่องจากเนื้อที่มีจำกัด คุณควรคิดให้ดีว่าแต่ละหน้าคุณต้องการสื่ออะไร ไม่ใช่ปล่อยไปตามเวรกรรม เอางานมาสุมๆ ส่งไปแล้วมาลุ้นว่า ฉันจะติดไม่นะ พระเจ้า! คุณควรจะออกแบบ portfolio ของคุณด้วย อย่างน้อยถ้าคุณไม่ติด คุณก็จะภูมิใจกับมันว่านี่มันงานของฉันทั้งหมด ฉันคิด ฉันทำ และฉันเป็น...

เคยคุยกับรุ่นพี่ท่านหนึ่งเค้าบอกว่า portfolio ของเรา น่าจะเหมือน หนังสือ หรือ magazine ออกแบบที่ดีๆ
การวางหน้า จัดตัวหนังสือ กราฟฟิค theme ในการออกแบบของมันต้องเป็นหนึ่งเดียว เราต้องออกแบบมันทุกหน้า เปิดมามันต้องเชื่อมต่อกันในแง่การออกแบบถ้าถึงตอนนี้แล้วคุณยังนึกไม่ออกว่าผมพูดถึงหนังสือแบบไหน แมกกาซีนอะไร คุณต้องรีบไปเปิดดูแล้วละ แมกกาซีนถาปัตย์มีหลายหัวมากในบ้านเรา

เลือกอ่านและเป็นตัวอย่างให้ดี บางเล่มเค้าเอาไว้ให้คนทั่วไปอ่าน บางเล่มเค้าเจาะให้ designer อ่าน
คุณอยากเป็น designer ใช่มั้ย? เลือกอ่านซะ แต่วันนี้!

ในความคิดของผม การที่จะทำให้งานในพอร์ตโฟลิโอ้มีคุณภาพดีอย่างน้อยคุณต้องใช้เวลาสองปี
กว่าคุณจะค่อยๆเข้าใจเรื่องทฤษฎีศิลปะเบื้องต้น การออกแบบเบื้องต้น กว่าคุณจะฝึกทักษะในการเขียนของคุณให้มีประสิทธิภาพ
ไหนคุณจะต้องเรียนสามัญเพื่อแข้งกับชาวบ้านอีกนับแสน การมาเร่งติวๆ ซักสองสามเดือนมันเป็นไปไม่ได้

อาทิตย์ละครั้งสำหรับเรื่องนี้ ปีหนึ่งมี 52 อาทิตย์
สองปีมี 104 อาทิตย์ คุณต้องคัดงานประมาณ 20 ชิ้นในทักษะที่แตกต่างกัน ที่เหลืออีก ประมาณ80ชิ้นเป็นแค่การฝึกมือ

มันหนักหนาไปมั้ย เรียกร้องมากเกินไปหรือเปล่าสำหรับการจะสอบเข้า จะไปเรียน
ใช่มันดูเหนื่อย ใช่ชีวิตมันแย่

แต่ถ้าคุณอยากจะได้มันจริงๆ คุณต้องหยุดบ่นแล้วเริ่มทำได้แล้ว

ในโรงเรียนสถาปัตย์ตอนที่สอง คุณมีแววจะเป็นนักเรียนสถาปัตย์ได้มั้ย ?














ตึกนี่มันงามมั้ย (zaha hadid, london 2012)

อะไรคือ แวว ?

แววคือการดูว่าคนที่จะเข้ามาเรียนสถาปัตย์นั้น น่าจะมีความสามารถอย่างน้อยก็พื้นฐานที่จะเรียนได้
ห้าอย่างที่จำเป็นอย่างมากสำหรับการบอกว่ามีแววมั้ย

1.คุณต้องคิดเชิงสร้างสรรค์ได้ ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่ความคิดเลอะเทอะ ไม่ใช่ความคิดที่ต้องการจะแปลก ไม่เหมือนใคร ไม่ใช่ความคิดที่ไม่มีเหตุผลรองรับไม่มีที่มาที่ไป แต่ความคิดสร้างสรรค์คือความคิดที่ช่วยทำให้งานออกแบบของคุณไปไกลกว่าประสบการณ์ที่คุณเคยเห็นมา ความคิดสร้างสรรค์คือกระบวนความคิดเพื่อทำให้งานออกแบบของคุณเป็นอย่างที่คนอื่นไม่เคยทำมาก่อน และมันทำให้งานออกแบบของคุณมีคุณค่า

ลองคิดว่า ถ้าคุณได้รับโปรแกรมออกแบบ แก้วสำหรับผู้สูงอายุ คุณจะออกแบบมันยังไง ?
ถ้าคุณยังคิดถึงแก้วที่เอาไว้ดื่มน้ำใสๆ แสดงว่าคุณยังไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เลย
ถ้าคุณเริ่มคิดว่าแก้วน้ำกับผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กันอย่างไร เริ่มน่าสนใจ
ถ้าคุณเริ่มคิดว่าคุณสมบัติของน้ำให้คุณค่าแก่ผู้สูงอายุได้อย่างไร เริ่มน่าสนใจ
บางทีน้ำอาจไม่ใช่แค่น้ำแต่มันหมายถึงชีวิต บางทีน้ำอาจสื่อความหมายถึงการมีสุขภาพที่ดี
บางทีน้ำอาจหมายถึง "การต่อชีวิต" ที่นี่ลองคิดซิว่าภาชนะที่จะมาบรรจุน้ำในฐานะ "การต่อชีวิต"
สำหรับผู้สูงอายุจะเป็นยังไง ไม่ใช่แก้วใสๆ แล้วใช่มั้ย?

ความคิดสร้างสรรค์ไม่มีถูกผิด คุณคิดอะไรก็ได้ แต่มันต้องมีตรรกะบอกที่มาที่ไปได้ และต้องเป็นสิ่งที่มัน "ใหม่"

2. คุณต้องเข้าใจความงาม
บางคนบอกว่าความงามเป็นสิ่งที่วัดไม่ได้ เราไม่สามารถเอาอะไรมาชี้วัดได้ว่าอะไรงามกว่ากัน มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์แต่ละคนแต่ในขณะเดียวกันเวลาผู้คนตัดสินอะไร เราก็ใช้ความงามเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินมันเหมือนกัน

อย่างเช่นไอโฟน ทำไมคนถึงอยากได้มันนัก? นอกเหนือจากการตลาดขั้นเทพแล้ว งานดีไซน์ของ mac คิดเรื่องความงามเป็นอย่างมาก

ความงามทำให้เกิดความรื่นรมณ์ในการใช้งาน ในการเรียนสถาปัตยกรรมก็เช่นเดียวกัน คุณจะมีแววเป็นนักเรียนสถาปัตย์ได้ คุณต้องเข้าใจก่อนว่าอะไรงามไม่งาม คุณอาจต้องเริ่ม มองไปรอบๆตัวคุณแล้วถามว่า อันนี้สวยมั้ย ตึกที่เราเดินผ่านมามันสวยมั้ย ทำไมมันสวย

คุณอาจต้องลองไปหาหนังสือหรือเปิดเว็บไซต์สถาปัตย์ลองดูว่าสถาปนิกระดับโลกเค้าทำอะไรกัน
และคุณคิดว่ามันเป็นยังไงบ้าง คุณลองออกแบบอะไรแล้วมันสวยมั้ย sketch ในสมุดของคุณ ใช้สีระบายมันออกมา คุณเข้าใจเรื่องสีมั้ย ? องค์ประกอบทางศิลปะละคุณเข้าใจหรือเปล่า?

3. คุณต้องเขียนภาพหรือใช้สื่ออื่นๆเพื่อนำเสนอมันออกมาได้
คุณคิดได้ คุณเข้าใจความงามแล้ว คุณต้องเขียนมันออกมาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นสอบเข้า เรียนสตูดิโอ เจอลูกค้า การ sketch เป็นสิ่งสำคัญ คุณต้องเรียนรู้ที่จะหัดเขียนทัศนียภาพ และที่สำคัญเป็นทัศนียภาพทางสถาปัตยกรรม ! คุณเขียนรูปเพื่อแสดงตึก ไม่ใช่เขียนรูปเล่น

คุณต้องเขียนภาพเพื่อแสดงให้เห็นว่าอาคารที่คุณทำมันดียังไง มุมไหนของมันที่โดดเด่น คนต้นไม้ อื่นๆ เป็นการสร้างบรรยากาศ ผมเห็นเด็กๆในโรงเรียนติวหลายๆที่เขียนทัศนียภาพเป็นเรื่องของคน ที่คนเต็มไปหมด จากมุมหนอนมองบ้าง เห็นแต่เท้าคนบ้าง (อย่างที่บอกว่าถาปัดไม่ใช่เรื่องมาทำอะไรแนวๆ และถ้าคุณสนใจคนมากคุณควรไปเรียนเขียนภาพเหมือนคนดีกว่า)

แปลนเป็นยังไง รูปด้านเป็นยังไง สามมิติคืออะไร คุณต้องตอบได้ คุณต้องหัดเขียนของที่คุณออกแบบให้ได้ทุกมุมม ลองหมุนมันไปมา ในหัวของคุณ แล้วลองเขียนออกมา
ฟังดูเหนื่อยใช่มั้ย ใช่! แต่ว่าไม่มีทางใดที่จะทำให้คุณเข้าใจมันได้นอกจากคุณต้องทำมันเอง

4. คุณต้องพูดหรือเขียนคำ แสดงการประสานระหว่างความคิดและงานออกแบบของคุณ เพื่อแสดงความคิดนำเสนอมันออกมาได้การนำเสนอเป็นสิ่งสำคัญ ในเพลท sketch design คุณต้องเขียนอธิบายมัน เช่นเดียวสามข้อข้างบน คุณต้องรู้ว่า คุณเขียนมันไปทำไม

เช่นถ้าคุณได้รับโปรแกรมการออกแบบซุ้มประตู คุณต้องเขียนว่าคุณคิดมันมาจากอะไร ทำไมมันถึงออกมาแบบที่คุณคิด ไม่ใช่มาบอกว่า "ซุ้มประตูคือที่คนเดินผ่านไปมา (รู้อยู่แล้ว) เป็นพื้นที่ซึ่งอยู่หน้าตึก (อันนี้ก็รู้อยู่แล้ว)" เห็นเขียนกันอย่างนี้เยอะมาก เสียเวลา!

5. คุณต้องทำงานภายใต้แรงกดดันได้
ทั้งการสอบเข้าและการเรียนจริงๆ คุณต้องแข่งขันกับเวลา สอบเข้าจะเป็นตัววัดใจอย่างหนึ่ง คุณต้องแสดงทุกอย่างในสี่ข้อข้างบนในเวลาสองถึงสามชั่วโมง เพื่อตัดสินคุณไปตลอดชีวิต !
มือคุณจะต้องสั่น คุณจะคิดไม่ออก เมื่อคุณหันไปหาคนข้างๆ มันกำลังลงสีอย่างเมามันส์ คุณจะรู้สึกเหมือนอยากจะกลับบ้าน

แต่คุณก็รู้ว่าคุณตายแน่ ถ้าคุณทำไอ้ skecth ตรงหน้าคุณไม่ได้ และคุณจะเขี่ยๆมันไปไม่ได้ คุณต้องสร้างสรรค์ คุณต้องงาม และคุณต้องเข้าใจได้ (ฮ่า)

เริ่มถามตัวเองสิ คุณมีแววในสี่ห้าข้อนี่มั้ย?
ที่ผมเขียนมาอาจฟังดูน่ากลัว สยองขวัญ แต่ถ้าคุณชอบมันจริงๆ
มันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย มันสนุก มันมีความสุข

ลองถามตัวเองดู ถ้าอยากเรียนจริงๆ ต้องเริ่มลุยแล้วละ
คราวหน้าจะพูดถึง portfolio คืออะไร และมันสำคัญยังไงบ้าง